#100 ความปรารถนา

ความปรารถนา

เราทุกคนมีความปรารถนาสูงสุดก็คือความสุข มันย่อมแตกต่างหรือผิดแผกออกไปจากความสนุกสนาน บันเทิงเริงใจอย่างสิ้นเชิง นั่นจึงเป็นที่มาของความอยากที่ไม่มีวันสิ้นสุด มนุษย์จึงประสบกับความทุกข์นานาประการ มิใช่เพียงเพราะไม่สมความปรารถนา แต่รู้ว่าความปรารถนามันไม่เคยมีจุดสิ้นสุดอย่างแท้จริง เพราะโลกใบนี้เหวี่ยงโจทย์มาให้เราทำอย่างไม่มีวันสิ้นสุดก็คือมันเป็นอย่างนี้ของมันเท่านั้นเอง.

ความปรารถนาที่ไม่มีวันจบสิ้น

การเกิดเป็นทุกข์ การตายเป็นสุข วลีนี้ก็คือคนที่ตระหนักในชีวิตดีว่า เกิดความอยากทีไร ก็ทุกข์ทุกที แต่พอความอยากได้ตายลงไป ความทุกข์ก็ตายลงไปพร้อมกันด้วย เมื่อมีการเกิดก็ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา แล้วเมื่อไม่มีการเกิดก็ย่อมไม่มีการดับไป ตอนนี้เราแสวงหาการเกิด เพราะเราไม่รู้จักตัวทุกข์ที่แท้จริง นั่นก็คือความปรารถนาหรือความอยากที่ไม่มีวันจบสิ้นนั่นเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มตระหนักรู้เรื่องความปรารถนาของเราว่า มันคือต้นเหตุของทุกสรรพสิ่ง เราจะละคลายความอยากลงไป อัตตาจะเบาบางลงไปมาก เพราะรู้ชัดแล้วว่าไอสิ่งที่เราตามหามันมาหลายภพหลายชาติ มันไม่มีอะไรเลยที่สลักสำคัญ เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง.

ลองมองมุมกลับกันดู ว่าทำไมความอยากของเราจึงเป็นปัญหา ทั้ง ๆ ที่การที่เราสมความปรารถนามันเป็นทั้งหมดของชีวิต ยิ่งสมหวังมากก็ยิ่งมีความสุข และหลังจากนั้นเราก็นำสิ่งที่สมหวังมาเทียบเคียงกับผู้คนต่อไปว่าใครดีกว่าเรา ใครแย่กว่าเราแค่นั้นเอง สาระของชีวิตก็จึงหมดไปกับการไล่ล่าตามความอยากตามสังคมที่เขาเหวี่ยงให้เราทำ และบอกว่าเป็นแบบนี้สิดี เป็นแบบนั้นสิดี เขาว่าดี เราก็เชื่อเขา เพราะเราเป็นสัตว์สังคมที่ยังไม่มีหลักแหล่งของสติปัญญาว่า อะไรกันแน่กำหนดคุณภาพของชีวิต ปริมาณความสุขที่อิงอาศัยจำนวนเรื่องการสมปรารถนา หรือว่าคุณภาพของความสุขและความสมปรารถนารวมกันมา เป็นคุณค่าของชีวิตที่แท้จริงกันแน่.

ที่รถไม่หยุดวิ่งไม่ใช่เพราะรถแต่เป็นเพราะเรา

หากว่าเราลองมองนอกหน้าต่างไปเราจะพบว่ารถไม่เคยหยุดวิ่งจริง ๆ รถมันหยุดและมันก็วิ่งต่อ การหยุดเป็นเหมือนการพักเท่านั้น เปรียบเสมือนหมาล่าเนื้อ ที่มันจะเป็นจะต้องล่าเนื้อไปเรื่อย ๆ และเมื่อมันตกหลุมของความอยาก มันถูกเงาในน้ำที่กำลังสะท้อนกับเนื้อที่มันคาบว่า เนื้อชิ้นใหม่ใหญ่กว่าเสมอ ซึ่งเรื่องนี้ก็ย่อมไม่ต่างกับมนุษย์เลยแม้แต่น้อย เรากำลังไล่ล่าหาความสุขที่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม มากกว่าเดิม เลิศรสกว่าเดิม แต่พอถึงวันนึงเรากลับพบว่า เราเหนื่อยล้ามามากมายกับสิ่งที่ไม่ยั่งยืนถาวร มันเป็นเพียงภาพมายาที่โลกใบนี้มอบให้กับเรา แต่น้อยคนที่จะได้ดวงตาเห็นธรรม หรือประจักษ์แจ้งความเป็นจริงว่าสุขที่แท้คือสิ่งใด.

รถวิ่งเพราะเรา ไม่ใช่รถมันอยากวิ่งด้วยตัวของมันเอง โลกใบนี้มันขับเคลื่อนด้วยความอยากของมนุษย์ทุกคนรวมกัน กลายเป็นสังคม กลุ่มก้อน หรือจักรวาลนี้เลยก็เป็นได้ ความบิดเบี้ยวของโลกไม่ได้เกิดจากโลกด้วยตัวของมัน แต่มนุษย์ล้วนอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นยังอนาคตกาลก็ตามแต่ มันเป็นเพียงแค่แง่มุมหนึ่งเท่านั้นที่เราบอกว่า เราต้องให้รถมันวิ่งเพราะมันถูกสร้างให้วิ่ง และถ้าไม่วิ่งเราจะมีรถกันไปทำไม แต่หากว่าเราจะต้องถามกลับด้านว่า เรามีรถเพราะเพื่อให้มันเป็นตัวขยายความเร็วของความปรารถนาที่ไม่มีวันสิ้นสุดของเราเสียมากกว่า เมื่อความอยากจบ รถจะหยุดวิ่งทันทีทันใดนั้นเลย.

เวลาจะเป็นเครื่องมือให้เราได้อย่างสมอยาก

เวลาเป็นทั้งเครื่องมือที่ช่วยเหลือเรา และเป็นทั้งเครื่องมือทำลายชีวิตเราได้ด้วยเช่นกัน เพราะเงินกับเวลาคือค่ากลาง มันอยู่ที่เราเลือกใช้มันไปยังวิถีทางใด วิถีทางหนึ่งอยู่เสมอ มันไม่ได้บอกว่าเมื่อมนุษย์คนนึงมีเวลาแล้วจะใช้เวลาไปเหมือนกันหรือเท่ากันทั้งหมด บางคนก็ต้องใช้เวลาไปกับปัญหาของตนเองหรือสิ่งที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้รับผิดชอบ บางคนก็ต้องใช้เวลาไปกับการทำธุรกิจและบอกว่า ฉันไม่มีเวลาให้กับสิ่งอื่นเลยเพราะเงินเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในเมื่อเวลากับเงินเป็นค่ากลาง แปลว่าทั้งเงินและเวลาย่อมเป็นสิ่งที่เราต้องเลือกใช้มันอยู่ตลอด แถมมีน้อยคนด้วยที่จะใช้มันอย่างสมความปรารถนาอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้คนมักล้มเหลวในการใช้สองสิ่งนี้อยู่ร่ำไป.

พอเราใช้เวลาไปกับการไล่ล่าความปรารถนา เราจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไประหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ สุขภาพ หรือแม้แต่ความสุขก็ตาม นั่นจึงถอดความได้ว่าเราไล่ล่าตามความปรารถนาเพื่อไปหาความปรารถนาต่อไป เราเอาเวลาทั้งหมดเสียไปกับการหาเงิน เพื่อเราจะใช้เงินและเวลาไปกับความต้องการของเรา คำถามที่ควรตั้งในเรื่องนี้คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า การที่เรายอมเสียทุกสิ่งเพื่อแลกกับของที่มันกลาง ๆ ไม่มีความหมายอะไรต่อความสุข มันจะสร้างความสุขให้กับเราจริง ๆ เหมือนเรามีของเล่น แต่เราไม่รู้จะเล่นมันอย่างไร เราคิดว่าของเล่นจะทำให้เรามีความสุขทั้งชีวิต แต่นั่นไม่ใช่ข้อเท็จจริงของมนุษย์เลยด้วยซ้ำไป.

แต่ทุกความปรารถนาย่อมเสื่อมคลายลงไป

สมัยตอนเด็กเราชอบเล่นของเล่น แต่ทำไมตอนโตแล้วเราถึงไม่ได้ชอบเล่นของเล่นเหมือนแต่ก่อน ถึงแม้เราอาจจะมีปมปัญหาใหญ่ที่พ่อแม่ไม่เคยซื้อให้ แต่รูปแบบการเล่นอาจจะเปลี่ยนไปเป็นการสะสมหรือว่าการตั้งโชว์เสียมากกว่า บางทีความปรารถนามันแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มันผกผันไปตามช่วงวัย และประสบการณ์ของเรา รวมไปถึงสังคมนั้นให้ค่าด้วย มีน้อยคนที่จะตระหนักถึงความชอบตัวเองจริง ๆ แล้วรู้ว่าของเล่นถึงแม้ว่าจะเลยวัยมาแล้ว แต่เราอาจจะเป็นคนสร้างของเล่นให้เด็กรุ่นหลังมาเล่นแทน เราจะได้ทั้งสานต่อความปรารถนาในวัยเด็ก และสานต่อความปรารถนาให้เด็กคนอื่นพร้อมกันไปด้วย.

ความสุขไม่เคยเปลี่ยนไปตามความปรารถนา ถ้าหากเรารู้จักใช้ความอยากให้เป็น ตราบใดที่เรายังมีกิเลส ตราบนั้นเราก็ย่อมยังมีความอยาก แต่เมื่อเราอยากอะไรเราก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า เราอาจจะไม่ได้ไปสุดตามสิ่งที่เราต้องการ แต่เรายกระดับความสุขของเราแล้วส่งมอบให้กับผู้คนในสังคมได้ ไม่อย่างนั้นคุณครู โค้ช เมนทอร์ ก็คงไม่มีความจำเป็น เพราะยังไงแล้วคนส่วนใหญ่อาจจะอยากสมหวังตามความปรารถนา แต่บางทีความปรารถนาเองเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นแบบอื่น แถมเราจะได้ทั้งความสุข ความสนุกสนาน และความอิ่มเอิบยังจิตใจกลับมาแทน เมื่อเราโตแล้วจงตระหนักว่า เลิกตามความอยากทั้งหมด แต่มาสานต่อความอยากให้กับคนอื่นกันดีกว่า.