#90 ความเป็นปกติ

ความเป็นปกติ

หากมองกันให้ดี ๆ ความเป็นปกตินี้ก็คงจะไม่ได้มีอะไรสลักสำคัญไปมากกว่า การใช้ชีวิตให้เป็นปกติกันมากขึ้นโดยที่เราก็หารู้ไม่ว่า การที่เราเป็นแบบนี้ในทุกวันนี้เราปกติกันหรือเปล่า เมื่อความปกติมีมากกว่าหลายพันคำ เราอาจจะปกติในแง่มุมหนึ่งแต่เราก็อาจจะผิดปกติในอีกแง่มุมหนึ่งก็ได้ มันไม่มีใครมากำหนดเส้นความเป็นปกติที่แท้จริง มันมีแต่ความรู้สึกว่า ฉันปกติกับฉันไม่ปกติก็เท่านั้นเอง.

ไม่มีใครไม่ปกติ

เราทุกคนมีความปกติของตัวเอง แม้กระทั่งคนที่เป็นโรคทางใจ หรือทางจิต ก็ย่อมมีความคิดเห็นที่เป็นในรูปแบบของเขาเหล่านั้น เหมือนว่าทุกคนมีความเป็นปกติของตน ๆ อยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่ปกติ แต่มันก็คือสิ่งเดียวที่ทำให้เรารับรู้ได้ว่าความเป็นปกติคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนาที่จะเป็นไป เราก็เลยมีความรู้สึกลึก ๆ ว่ายังไงแล้ว ฉันก็ย่อมปกติในสายตาของฉัน ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ดูปกติในสายตาใคร ความคิด ความรู้สึก รวมไปถึงความจริง ย่อมสอดรับไปยังสมองของผู้ที่คิดว่าเขาควรคิดเห็นอย่างไรกับสิ่งต่าง ๆ ที่มันปรากฏเห็นเด่นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ รับรู้อย่างสิ่งที่เป็น มองดูอย่างสิ่งที่เห็น และเป็นไปอย่างสิ่งที่ควรจะเป็น นั่นแหละเรียกปกติ มันจึงเป็นความน่าฉงนสนเท่ห์ว่า อะไรเล่าจึงเรียกว่าความเป็นปกติแท้.

เมื่อเรามีสังคมที่มาตรวัดต่าง ๆ ว่าอะไรที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แล้วความเป็นปกติก็ย่อมอยู่ร่วมกันแบบไม่สามารถแยกออกจากกันได้ มันจึงเป็นคำถามที่รอเวลาให้ผู้คนมาหาคำตอบร่วมกัน ความสุขในชีวิตจะเนื่องด้วยจากการที่เรารับรู้ว่า ตัวเราเองก็มีดีไม่แพ้คนอื่น หรือว่ามีอะไรที่ทัดเทียมคนอื่นบ้างก็เท่านั้นเอง แม้แต่การเปรียบเทียบว่าใครบ้างที่ปกติ หรือผิดปกติก็ลุกลามไปไกลถึงญาติพี่น้องและสังคม มันน่าแปลกใจว่าทำไมเราถึงชื่นชอบการแข่งขันเป็นชีวิตจิตใจ และพอเรามีครอบครัว แถมเป็นหัวหน้าครอบครัวก็ย่อมมีเหตุผลที่ลดหลั่นกันไปว่า การแข่งขันมันอยู่ในสายเลือดของเรา เราก็จึงถ่ายทอดไปต่อให้ยังรุ่นลูก รุ่นหลายสืบไป แล้วดูเหมือนว่าปัญหาของการชอบแข่งดีแข่งเด่นอะไรเทือกนี้ ย่อมสร้างปัญหามากกว่า.

เส้นเดียวที่ทำให้เราไม่ปกติกันเท่าไร

ปัญหาของปัญหาก็ย่อมเป็นปัญหาสืบไป การจะบอกและเน้นย้ำว่าอะไรเล่าเป็นสิ่งที่เราจะสามารถทำได้ในวันนี้ ก็อาจจะสื่อได้ว่าเราไม่ต้องทำอะไรมากมาย ขอแค่ยุติการแข่งขันกับผู้คนรอบข้าง หันหน้ามาแข่งขันกับตัวเราเองก็พอแล้ว นั่นแหละอาจจะเรียกว่าปกติในความเป็นจริงก็ได้เหมือนกัน สังเกตตัวเองอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจนั่นเองทุกอย่างในชีวิตกำลังมาบอกกับเราว่า เส้นเดียวที่ทำให้เราไม่ปกติกันเท่าไรก็คือเส้นของคำตัดสิน เราทุกคนมีคำตัดสินที่แตกต่างกันไปในแต่ละปัจเจกชน แต่ยังไงแล้วก็ตามเราทุกคนก็ชื่นชอบที่จะตัดสินผู้อื่น แต่ขาดการตระหนักรู้เรื่องของตัวเองไปเสียหมด มันจึงเป็นที่มาของปัญหาต่าง ๆ นานาที่เราพบเจอกันทุกวันนี้.

โจทย์ของชีวิตไม่ใช่ความเป็นปกติเพียงอย่างเดียว แต่มันอาจจะหมายถึง การยอมรับจากผู้คนรอบข้างด้วยเช่นกัน พอเรารับรู้แล้วว่าเราต่ำกว่าเส้นก็คือไม่ปกติ และเหนือกว่าเส้นก็คือปกติ นั่นก็คือคำตอบว่าเราทุกคนมีหน้าที่ต้องทำยังไงก็ได้ให้ชีวิตของเรา หรือความคิด รวมถึงจิตใจอยู่เหนือเส้นให้ได้ก็เท่านั้น ทว่า มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคาดคิดเอาไว้เสียเท่าไร ก็เพียงเพราะมนุษย์ไม่ได้ออกแบบมาให้ชนะทุกคนบนโลก เราอาจจะต้องมีแพ้บ้าง มีล้มเหลวบ้าง หรือว่าบางทีเราอาจจะหลงทางไปไกลก็ได้เช่นกัน มันคือการปลอบใจตัวเองว่าวันพรุ่งนี้ย่อมดีกว่าเมื่อวานเสมอ รับรู้ตามความเป็นจริงก่อนว่าเราอาจจะมีความคิด หรือว่าการตัดสินใจในชีวิตที่ต่ำกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ย.

การยอมรับเป็นที่มาของความโกลาหล

มันก็เป็นแค่สถิติเท่านั้นไม่สามารถบ่งชี้อะไรได้มากมาย ปัญหาใหญ่ของโลกใบนี้ก็คือเรามักจะวนเวียนกับความล้มเหลว มากกว่าที่จะหาทางออกไปสู่ความสำเร็จอันยั่งยืน อย่าพยายามเอาเส้นมาตรวัดของสังคม หรือใครก็ไม่รู้มาบอกกับเราว่า สิ่งนี้มันไม่ดีหรือสิ่งนี้มันดี รับรู้ให้ได้ว่าความเป็นปกติสามารถแก้ไขและถูกสร้างให้มันปกติได้ เพียงแค่มันต้องใช้เวลามหาศาลพอสมควร และหากว่าเรารับรู้ว่าเราไม่ปกติ หรือผิดเพี้ยนไปจากเส้นที่สังคมมอบให้เรา เราก็ฝึกที่จะยอมรับในส่วนหนึ่งว่าสังคมบอกกับเรามาแบบนี้ ไม่ต้องต่อต้านใด ๆ แล้วหาสาเหตุให้ได้ว่า ความไม่ปกติของตัวเราเองนี้มันสามารถปรับแก้อย่างไรได้บ้าง.

เพื่อให้ผู้คนรับรู้ตรงกันกับความรู้สึกของเราว่าอะไรกันแน่ ที่ทำให้เราเป็นคนที่ปกติมากกว่านี้ หรือเป็นคนที่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยนั่นเอง ขั้นแรกยอมรับตัวเองก่อนเลย ขั้นต่อมารับรู้ว่าเราจะต้องเจอปัญหามากมาย เพราะการยอมรับว่าไม่ปกติก็แปลว่าเราจะอยู่ในกลุ่มก้อนที่ไม่ได้คิดเหมือนผู้คนทั่วไปแล้ว ความสุขเราอาจจะถูกลดทอนลงกึ่งหนึ่ง ปัญหาก็อาจจะลุกลามไปไกลมากขึ้นกว่าเดิม มิหนำซ้ำปัญหาที่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะกลับมาเกิดขึ้นซ้ำขึ้นอีก โดยที่เราก็ไม่รู้เลยว่าความไม่ปกติของเรามันไปทำร้ายอะไรใครมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ดูเหมือนว่าขั้นตอนแรกของการยอมรับย่อมเป็นที่มาของความเข้าใจตัวเองจริง ๆ ว่าฉันก็เป็นคนธรรมดา ที่มีความไม่เข้าใจอะไรบางสิ่ง หรือเข้าใจอะไรมากกว่าบางสิ่ง.

เริ่มยอมรับตัวเองก่อนแล้วสังคมจะยอมรับเรา

ไม่ว่าอะไรหรือใครจะว่าอะไรเราก็ตาม ก็ขอให้มีกำลังใจอยู่กับตนเอง เสริมสร้างสติปัญญาในแต่ละวัน ทำให้ชีวิตประจำวันมีความหมายด้วยการมอบความหมายให้กับตนเองและคนรอบข้างอยู่เป็นประจำ รวมถึงไม่เพิกเฉยต่อปัญหาที่เข้ามา เผชิญหน้ากับมันซะ มันจะได้รู้ว่าในท้ายที่สุดเราจะต้องผ่านปัญหาทั้งหมดไปได้อยู่ดี ส่วนหนึ่งที่เราเริ่มยอมรับนั้น ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้ว่าเราไม่ปกติ เพียงแต่ขั้นตอนของการยอมรับมาตรวัดของสังคม มันคือการฝึกฝนที่เราจะมีวิชาติดตัวนั่นก็คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน แถมมันได้ความอดทนเป็นของแถมติดตัวไปด้วย คุณสมบัติที่ดี ไม่เพียงแต่มันจะสร้างให้ชีวิตเราเป็นปกติขึ้นมาได้ แต่มันย่อมต่อยอดความสำเร็จนี้ไปสู่ความมั่นคงในความดีอีกสืบไป.

เหมือนว่าการเป็นปกติจะเป็นเพียงแค่แง่งามใดแง่งามหนึ่งของชีวิต แต่มันยอมเสริมสร้างคุณภาพของชีวิตไปในอีกแง่ส่วนต่อขยายด้วยเช่นกัน รับรู้ว่าวันนี้เราสามารถทำอะไรให้ดีได้บ้าง ถ้าเราทำไม่ดีเท่าที่ควรก็แค่ลองปรับทัศนคติของสิ่งนั้นก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ให้คิดแบบนี้ไปเลย ยอมรับ เรียนรู้ ปรับเปลี่ยน แล้วเราก็จะได้รับในสิ่งที่เราเริ่มเปลี่ยนแปลงนั่นเอง บางทีสังคมก็มาสอนให้เรารู้จักทักษะที่ไม่ดี แต่เราก็ไม่สามารถทำให้มันดีขึ้นในพริบตาเดียวได้ การฝึกฝนตนเองจึงเป็นคำตอบของทั้งหมดนี้ เมื่อความโกลาหลนั้นหายไป ปัญญาก็จะเกิดขึ้น เหมือนปัญหามาปัญญาเกิด ถ้าไม่มีปัญหาให้แก้ไข ปัญญาใดเล่าจะทำให้ชีวิตนั้นดีขึ้นได้จริง.