เวลาเราปรับตัวไปตามภาชนะ ก็คงไม่ต่างจากน้ำที่ปรับตัวตามภาชนะนั้น ๆ เลย ชีวิตก็เฉกเช่นกัน ที่เราจำเป็นจะต้องเป็นน้ำตามภาชนะ ก็คือตามเหตุการณ์นั้น ๆ บ้าง อย่าทำตัวเหมือนว่าเราปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมไม่ได้เลย เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถมองเห็นตัวเองเหมือนน้ำได้จริง สำรวจตัวเองอยู่เนือง ๆ ว่าชีวิตนี้เราเป็นน้ำบ้างไหม ถ้าไม่เป็นเลยจงปรับเป็นน้ำ เอาคุณสมบัตินั้นมาใช้กับตน.
ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ใด ๆ บนโลกใบนี้ก็ย่อมต้องการพื้นที่ แล้วพื้นที่นั้นก็จะขึ้นอยู่กับความอ่อนไหวของตัวตนเราเอง ยิ่งเราปรับได้มาก เราจะยิ่งอยู่ได้ง่ายมาก ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถปรับตัวเหมือนน้ำได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่เน้นย้ำว่าเราสามารถมองเห็นตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม คนที่แข็งเหมือนหิน กับคนที่อ่อนเหมือนน้ำ ฟังเผิน ๆ อาจจะดูไม่ค่อยดี แต่ถ้าเราดูสถานการณ์เป็นหลักย่อมดีกว่าแน่นอน.
บางช่วงจังหวะเวลาเราก็ต้องปรับ บางช่วงเวลาก็ไม่จำเป็นต้องปรับ แน่นอนว่าธาตุทั้งหมดมีคุณสมบัติที่โดดเด่นกันแต่ละธาตุ ซึ่งเราจะไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้จักแค่ธาตุใดธาตุหนึ่ง เพียงแต่เราจำเป็นจะต้องรู้จักตนเองว่าเรามีความเป็นลักษณะใดมากกว่ากันแค่นั้นเอง ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าเราจะต้องทำอะไรหรือไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่คนธาตุน้ำมักจะรู้จักตัวเองดีว่า เวลานี้ต้องปรับแค่ไหนและอย่างไร.
แต่แน่นอนว่าข้อดีที่มีก็ย่อมมีข้อเสียด้วยเช่นกัน เราไม่ได้มีชีวิตที่เนื่องด้วยกับสิ่งที่เป็นไปอย่างเดียว แต่เรามีชีวิตที่เนื่องด้วยกับสิ่งที่เข้ามากระทบกับใจเราด้วยเช่นกัน เราจะต้องตัดสินใจเลือกสภาวะของการรับมือกับอารมณ์ตลอดเวลา ความเครียด ความทุกข์ ความโศกเศร้า ทุกอารมณ์ก็ย่อมเป็นเพียงสิ่งที่ซัดส่ายเข้ามาเท่านั้น.
รู้อารมณ์ตัวเองในแต่ละขณะให้ได้ สังเกตไปเรื่อย ๆ ใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบ เมื่อเรามีคุณสมบัติของความเป็นน้ำแล้วนั้น เราก็จะต้องสวมบทบาทเป็นแบบนั้น ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายจากร้อนเป็นเย็น จากแข็งเป็นอ่อนได้ ไม่มีอะไรที่เราจะต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะเราคือน้ำที่รับสภาวะของทุกสิ่งได้ เรียนรู้ไปกับสิ่งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา มีท่าทีของความเข้าใจมากกว่าการไม่เข้าใจ.
น้ำ คือสัญลักษณ์ของการปรับตัว เปลี่ยนแปลง และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ติดขัด
ศุภกิตติ์ กิติมหาคุณ







