หลังจากที่เราผ่านพ้นความพยายามมาแล้ว เราก็จะพบเจอกับความอภิรมย์ หรือความสุขอันชื่นมื่น แต่กระนั้น ไม่ใช่ว่าเราทุกคนจะพบเจอมันได้อย่างแน่นอน ก็เพียงเพราะว่าปัญหาของมนุษย์เราทุกคนแตกต่างกัน มันเป็นเพียงแค่สิ่งที่เรารับรู้กับสิ่งที่ถูกกระทบมายังที่จิตใจของเราก็เพียงเท่านั้น หน้าที่เราก็คือเรียนรู้จักชีวิตว่า ความทุกข์ ความสุข หรือความเฉย ๆ นั้นคือสิ่งใด มันคือความหมายของชีวิตที่เราจำเป็นต้องแสวงหาไหม เราควรรู้ทุกข์ หรือเราควรรู้สุขกันแน่ มันอยู่ที่เราเลือกทั้งหมดเลย.
ความอภิรมย์ที่ปราศจากความทุกข์
เมื่อเราเริ่มต้นชีวิตด้วยการตามล่าหาความสุข โดยไม่แม้แต่จะตระหนักถึงความทุกข์ที่เข้ามายังในชีวิตของเราเลย เราก็มักจะพบเจอแต่ความสุขที่กลวงเปล่า มันเว้าโหวงอยู่ในจิตใจ มันเป็นเพียงแค่สิ่งที่จับต้องไม่ได้ แถมไม่สามารถเรียนรู้ได้เลยว่า อะไรคือสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำมันต่อไป เมื่อชีวิตของเรารับรู้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องเป็นไป เราก็แค่ทำหน้าที่ของตนเองอยู่เนือง ๆ แค่นั้นเอง ชีวิตที่ปราศจากการรู้ทุกข์ ก็คือชีวิตที่แห้งเหี่ยว เหี่ยวเฉา และเบาปัญญาสืบไป ไม่มีอะไรที่เราจะพบเจอได้เลย นอกจากความว่างเปล่าแค่นั้นเอง จงตระหนักรู้ให้ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่สลักสำคัญที่สุดใน ณ ตอนนี้ อะไรคือสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องปฏิบัติ.
ไม่มีสิ่งที่สลักสำคัญไปมากกว่าการรู้จักตนเอง เมื่อเรารู้จักตนเองเราก็จะรู้จักทุกข์ พอเรารู้จักทุกข์เราก็จะรู้จักทุกสรรพสิ่ง เริ่มต้นที่จะตั้งคำถามว่า วันนี้ทำไมเราถึงไม่เจอความอภิรมย์เสียที เจอแต่อะไรก็ไม่รู้ ชีวิตก็ไม่ได้ดีไปกว่าอดีตสักเท่าไร บางทีเรานั้นก็มัวแต่ก่นด่าโชคชะตา ตีอกชกหัวกันไปว่าอะไรคือสิ่งที่เรานั้นจำเป็นจะต้องเป็นไปกันแน่ ปัญญากับปัญหาอาจจะสะกดใกล้เคียงกัน แต่ปัญญานั้นเป็นเลิศที่สุด เพราะมันคือคุณสมบัติเดียวเท่านั้นที่เราจะรู้ได้อย่างชัดแจ้งว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำในวันนี้ แน่นอนว่าเราจะไม่ได้รับทุกสิ่งที่เราต้องการ แต่เราจะได้รับสิ่ง ๆ หนึ่งสมแก่ชีวิตของเราอย่างแน่นอนไม่ต้องกังวลไปเลย.
ความอภิรมย์ที่บ่มเพาะด้วยความทุกข์
พระท่านว่าไว้ว่า ความทุกข์คือที่สิ่งที่ต้องรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องละ แปลว่าพระท่านไม่ได้ให้เราศึกษาหาความสุข แต่กลับกลายเป็นการศึกษาในการรู้จักทุกข์จริง ๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่ ทำไมการรู้ทุกข์จึงเป็นส่วนประกอบอันสำคัญยิ่งสำหรับความอภิรมย์ ก็เพียงเพราะเรากำลังทำสิ่งที่สากลจักรวาลนั้นแทบจะไม่ทำกันเลย นั่นก็คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของตัวเรา เมื่อเรามีเราจึงทุกข์ เราจึงต้องแสวงหาการดับทุกข์ต่อไป เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการอะไรเกินกว่าทรัพยากรที่มีอยู่แล้วเป็นเรื่องธรรมดา ความทุกข์ก็จึงปรากฏขึ้นในจิตใจของเราอยู่อย่างนั้นไม่เสื่อมคลายก็เท่านั้นเอง สำรวจตัวเองอยู่เนือง ๆ ว่าตัวเราคือใคร และเราต้องการอะไรกันแน่.
หากว่าวันนี้คือวันสุดท้ายที่เราจะต้องอยู่ เราจะมีมุมมองต่อความสุขในชีวิตที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง เราจะภูมิใจไหมที่เราได้เสาะแสวงหาแต่ความสุขใส่ตัวอย่างเดียว พอความสุขมันเกิดขึ้นกับจิตใจ และดับไปอย่างฉับพลันทันตา แทบจะไม่หลงเหลืออยู่ในจิตใจเลยแม้แต่น้อย หรือในความเป็นจริงแล้วโลกนี้ไม่มีความอภิรมย์ใด ๆ ให้เราสนุกสนาน บันเทิงเริงใจกันได้เลย มันมีเพียงแต่ภาพจำ และภาพมายาคติที่เราเห็นและก็จางหายกันไป บางครั้งมนุษย์ก็จึงจำเป็นจะต้องปรึกษาหารือผู้รู้เอาไว้บ้าง ว่าใครรู้จักความทุกข์กันบ้าง และความสุขที่แท้จริงมันอยู่หนใดกันแน่ ทำไมคนน้อยคนพบเจอ แต่ทุกคนกำลังตามหามันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน.
ราคาที่เราต้องจ่ายระหว่างทาง
ความสนุกสนานมักมีราคาที่เราต้องจ่ายระหว่างทางเสมอ มันเป็นเหมือนตั๋วหนัง ตั๋วเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน หรือตั๋วผ่านเข้าไปยังประตูดินแดนมหัศจรรย์ ประมาณว่าบุคคลใดไม่ระวังในการเดินทางนี้ก็มักจะล้มหายตายจากอย่างน่าอเนจอนาถนั่นเอง ไม่ค่อยมีคนระวังความสุขเพราะมันน่าจะเป็นสิ่งที่ดี คนกลับกลายเป็นระมัดระวังความทุกข์ ทั้ง ๆ ที่ความทุกข์คือตั๋วชั้นหนึ่งของการไปหาความสุข หากว่าตั๋วของความสนุกสนานกลับเป็นตั๋วยืนที่ไม่มีแม้แต่ที่นั่งให้เราได้พักพิงเอยกายลงไปได้เลย เรียนรู้เรื่องของราคาค่าตั๋วที่เรากำลังเลือกเดิน เพราะคงไม่มีใครอยากจะจ่ายค่าตั๋วแพงกว่าที่คนอื่นนั้นจ่ายกัน การมีสติปัญญาจึงเป็นคำตอบ.
หลายคนอยากประหยัดเงินทองเพื่อซื้อความสนุกสนาน หรือหลายคนอยากที่จะเอาเงินทองที่หามาได้ซื้อความสุข แต่ทว่าความเป็นจริงของความสุขนั้นไม่เคยปรากฏขึ้นมาอย่างยั่งยืนเลย มันเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยามและก็หายวับไปกับตา เมื่อเราทุกคนลองย้อนกลับไปในวัยเด็ก ก็กลับค้นพบว่ามันคือภาพจำสีจาง ๆ ที่ผ่านมานานแสนนาน บางคนจดจำอดีตผ่านความรู้สึก บางคนจดจำอดีตผ่านไดอารี แต่ไม่มีใครเลยที่จะจดจำมันผ่านประสบการณ์ เหมือนว่าการกลั่นกรองเหตุการณ์มาเป็นประสบการณ์นั้นจะยากกว่าที่เราทุกคนจะจินตนาการออกมาได้ เราแค่อยากมีความสุข และไม่มีอะไรขวางกั้นเอาไว้ได้เลย แต่นั่นเป็นเพียงแค่ภาพมายาก็เท่านั้น.
สวนสนุกที่ไม่มีอยู่จริง
ตั๋วเที่ยวเดียวที่เราจะต้องจ่ายราคาแพงหูฉี่ ก็คือตั๋วที่เราตั้งหน้าตั้งตารออยู่ตลอดเวลา แต่ไม่เคยรับรู้ว่ามันคือตั๋วของสวนสนุกที่ไม่มีอยู่จริง หนังภาพยนตร์หลายเรื่องพยายามชี้ทางให้เห็นว่า สวนสนุกที่แท้จริงมันไม่เคยมีตั้งแต่แรก มันเป็นเพียงแค่หมอกและควัน การที่เราหลงยึดภาพอันสวยงามเหล่านั้นไม่สามารถเป็นไปได้อย่างยั่งยืนและถาวร รวมความว่าความสุขมันเป็นภาพลวงตาที่สมองพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อลบเลือนอะไรบางสิ่งไป คนที่ตามล่าหาความสุขมาก ก็แปลว่าเขามีอะไรที่ขาดหายไปมาก การเติมเต็มจึงไม่สามารถปรากฏขึ้นมาได้จริง กระนั้น การเรียนรู้ว่าความทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ความทุกข์เท่านั้นที่คงอยู่ และความทุกข์เท่านั้นทุกดับไป ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้นเลย.
มีสติตื่นรู้ และตระหนักให้ดีว่าไม่มีใคร ไม่มีที่ไหน ไม่มีมุมใด เศษเสี้ยวของทุกมุมโลกนี้สามารถให้ความสุขกับเราได้ เราทุกคนปรารถนาความสุข เกลียดกลัวความทุกข์ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น และนี่คือสัจธรรม มันไม่มีวันที่จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้เลย นอกเสียจากการเข้าใจเชิงลึกว่า อะไรกันแน่ที่ทำให้เราสุข ก็เนื่องด้วยความทุกข์ที่ลดลงหรือเปล่า อยากให้เราทุกคนนำกลับไปพิจารณากันดูหน่อย บางส่วนของการใช้ชีวิตนี้ก็อาจจะเป็นแง่มุม แง่งามหนึ่งก็ได้นะว่า เราอาจจะสุขและสนุกสนานมามากพอแล้ว จงแบ่งปันความสุข และความสนุกสนานนี้ให้กับผู้คนรอบข้าง รวมไปถึงคนในสังคมบ้าง ให้พื้นที่กับเขาเหล่านั้นดู มันก็อาจจะเป็นความสุข และสนุกสนานในอีกรูปแบบนึงก็ได้เช่นกัน.








