ความคาดหวังกับความเป็นจริงมักจะไม่ค่อยสอดรับหรือสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงที่มันไม่สอดรับก็มิใช่ว่ามันไม่มีความเชื่อมโยงมากพอ แต่วิถีชีวิตจริง ๆ กับความปรารถนานั้นมักจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น เราไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรจริง ๆ รวมถึงการที่เราขาดการตระหนักรู้เชิงกว้างเรื่องการรู้จักตนเอง บางคนช่างฝัน บางคนช่างติ และบางคนช่างทำ มันแล้วแต่ว่าเราเลือกวิถีทางไหน.
มองเห็นความเชื่อมโยง
การมองเห็นความเชื่อมโยงนั้น เปรียบเสมือนการมีมุมมองที่กว้างขวางต่อหลักการในชีวิต มันคือสิ่งเดียวที่จะทำให้เราสามารถศึกษาในโรงเรียน แล้วนำมาปรับใช้กับวิถีชีวิตทั่วไปได้อย่างไม่ติดขัด ประหนึ่งว่าเขาเหล่านั้นมักเห็นความเชื่อมโยงของสองสิ่ง หรือหลากหลายสิ่งอย่างเพื่อนำมาปรับใช้ร่วมกันได้ มันจะเป็นประโยชน์หรือโทษก็มักจะขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่เป็นจุดตั้งต้นหรือต้นธารของสรรพสิ่งมากมาย เรียนรู้ให้ได้ว่าโลกเราใบนี้ให้ความยุติธรรมสำหรับทุกคนจริง ๆ ใครที่คิดว่าการศึกษาอยู่ที่โรงเรียนอย่างเดียว พอจบเรียนเขาเหล่านั้นก็เพิกเฉยในการเรียนรู้สิ่งอื่น ทีนี้มันก็เลยกลับกลายเป็นว่าเราจะไม่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงที่ดีได้เลย.
สังเกตให้ได้ว่าสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี แปลว่าอะไร มันคือสิ่งเดียวกันที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันรึเปล่า รวมไปถึงสังเกตสิ่งมีชีวิตแวดล้อมตัวเราว่ามีทีท่าอย่างไร อารมณ์ของตัวเองในวันนี้เป็นอย่างไร แม้กระทั่งเมื่อคืนเรานอนหลับเป็นอย่างไรบ้าง มันจะย่อมส่งผลต่อชีวิตมวลรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ใช่ว่าเรามองไม่เห็นความเชื่อมโยง แต่เป็นเราปิดกั้นความเชื่อมโยงไปว่า สิ่งนี้ย่อมแตกต่างจากสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง แต่กระนั้นการใช้ชีวิตให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือความรักกับการทำงานเชื่อมโยงกัน ชีวิตกับธรรมชาติเชื่อมโยงกัน ปมปัญหาในวัยเด็กกับการเลี้ยงลูกเชื่อมโยงกัน ทุกอย่างหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันโดยที่เราไม่เคยรู้.
มันอยู่ที่จุดที่เรายืน
จุดที่เรายืนสำคัญมากที่สุด เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับการเชื่อมโยงของชีวิตเราให้มากที่สุด หากว่าจุดที่เรายืนสูงกว่าเรื่องราวต่าง ๆ การออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู หรือผู้สังเกต เราจะเห็นวิสัยทัศน์อันกว้างไกล แต่หากว่าเราเพียงแค่ยืนต่ำกว่าเรื่องราว เราก็จะมีมุมมองที่คับแคบลงไปมาก นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่ามันอยู่ที่มุมมองของเรานั่นเอง คำว่ามุมมองเป็นทั้งหมดของชีวิต เหรียญไม่ได้มีแค่สองด้าน มันมีขอบเหรียญซึ่งอาจจะไม่นับเป็นด้าน แต่ก็ยังมองเห็นได้ก็อาจจะนับรวมว่ามันมีทั้งหมดสามด้านก็ได้เช่นกัน เรื่องราวของชีวิตก็เฉกเช่นกัน มันคือสิ่งเดียวกันที่ไม่ผิดแผกไปจากเหรียญสามด้าน รับรู้ให้ได้ว่าชีวิตไม่ได้เป็นอย่างสิ่งที่เราคิด มันอาจจะมีสิ่งที่เหนือความคาดหมายก็ได้เหมือนกัน.
ลองปรับมุมมองก่อนจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต แล้วก็ลองปรับวิถีชีวิตไปพร้อมกับปรับปรุงมุมมองเดิม ๆ เพื่อที่จะเปลี่ยนเลนส์ของชีวิต บางทีไม่ต้องปรับมุมแค่เช็ดเลนส์ให้สะอาด มันคือสิ่งที่ทำให้เราค้นพบว่าจุดเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามไป มันอาจจะเป็นจุดเชื่อมโยงให้เราเข้าใจชีวิตของตัวเองมากขึ้นก็เป็นได้ จงเรียนรู้จักสรรพสิ่งมากมายรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตรอบตัวของเรา ความเป็นไปของโลกใบนี้ ความรู้สึกของคนข้าง ๆ และมีความสำคัญสำหรับเราอย่างมาก เขาเหล่านั้นมีความคิดและความรู้สึกอย่างไร บางทีมันอาจจะทำให้การสื่อสารระหว่างคนสองคนง่ายดายมากขึ้น การทะเลาะเบาะแว้งก็อาจจะทุเลาลงไปเหมือนกัน.
จุดเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
เพียงแค่จุดเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามไป มันก็อาจจะทำให้มนุษย์ละเลยสิ่งที่สลักสำคัญต่อชีวิตของเราไปได้เลยเหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในช่วงเริ่มต้น เพียงแต่บางทีเราอาจจะสับสนงงงวยว่าเราควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรมากที่สุดในวันนี้ ลองปรับใจที่ฝึกฝนตนเองให้รับรู้ว่าไม่มีอะไรขวางกั้นความสามารถเราได้ นอกเสียจากความตัวของเราเองและมุมมองที่เราไม่เคยคิดจะปรับปรุงแก้ไขใด ๆ แน่นอนว่าจุดเล็ก ๆ มันไม่เคยเล็กอีกต่อไป ชีวิตจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับจุดเล็ก ๆ ว่าเราควรจะรับมือกับมันด้วยวิถีทางใด ยิ่งเรามองข้ามมันไปมันก็จะยิ่งย้อนกลับมาหาเราอย่างแน่นอน เตรียมตัวรับมันไว้ให้ดี.
เห็นหนทางที่อยู่รำไรก็ไม่ได้แปลว่าหนทางนั้นไม่มีอยู่จริง ความเสียสละของเราในวันนี้จะเป็นจุดรากฐานของชีวิตที่ไม่มีทางเป็นไปได้ให้มันเป็นไปได้ขึ้นมา เหมือนทางเดินแม้จะมีมากมายสุดท้ายเราก็จำเป็นต้องเลือกเพียงแค่ทางเดียว ความคิดที่ดีเพียงเล็กน้อย ก็เสริมสร้างชีวิตให้งดงามได้เหมือนกัน ไม่มีอะไรที่ทำให้เราเสียใจได้เท่ากับการเพิกเฉยในการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นทุกวัน การว่างเว้นเพียงวันเดียว เราก็จะเสียเวลาไปโดยใช่เหตุจากสิ่งโลกนี้บอกกับเราว่ามันกำลังหมดไปทุกวัน เสียใจได้แต่อย่างเสียเวลา เพราะมันคือจุดเชื่อมโยงของอนาคต อนาคตวาดฝันจากวันนี้ มันเกี่ยวโยงเป็นเนื้อเดียวกันแยกออกจากกันไปไม่ได้เลย.
ทุกสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงกับการกระทำ
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราล้วนไม่มีคำว่าบังเอิญ มันมีแต่เหตุปัจจัยที่ล้วนหลอมรวมให้เรามาเป็นอย่างทุกวันนี้ ความคิด คำพูด และการกระทำ สามสิ่งนี้จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้ชีวิตของเราสมบูรณ์อย่างสิ่งที่มันควรจะเป็นจริง ๆ สัมผัสถึงความเป็นไปของกระบวนการสร้าง แล้วปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายตามลำดับ ลองสำรวจชีวิตมวลรวมของตัวเราเองในวันนี้ว่าเมื่ออดีตเราได้ขบคิด และครุ่นคิดอะไรบ้างไหม ชีวิตดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร รวมไปถึงเพื่อนรอบตัวของเรา เขาเป็นไปอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านั้นจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับการประเมินตนเองต่อไป กระทำสิ่งหนึ่งย่อมมีผลลัพธ์ไปอีกสิ่งหนึ่งเสมอ.
ต้นไม้ย่อมสัญญาว่าจะออกดอกออกผลฉันใด การกระทำที่เราหมั่นทำในทุกวันก็ย่อมสัญญาว่าจะให้ผลฉันนั้น ชีวิตไม่เคยมาบอกกับเราว่าสิ่งที่ดีกับไม่ดีจะเข้ามาวันไหน จนกระทั่งเราค้นพบแล้วว่าอนาคตมันไม่ได้อยู่ไหนไกล มันอยู่แค่วันพรุ่งนี้ และมะรืน รวมไปถึงวันถัดไป ต่อเนื่องเป็นสายใยที่ถักทอให้กลายเป็นประสบการณ์ต่อไป มีหลายคนมาบอกเรา แนะนำเราหรือว่าอยากให้เราเป็นไปอย่างสิ่งที่เขาต้องการ มันจึงเป็นคำถามที่ดีว่า ชีวิตของเขาดีพอที่จะสอนเราหรือไม่ คำนี้เป็นคำที่ดีที่จะสอบทานบุคคลอื่นนอกเหนือจากตัวเราเองว่า หลายคนมีชีวิตที่ไม่ดี ล้มเหลว ผิดซ้ำ ๆ เจ็บช้ำ ๆ แต่ก็ยังชอบสอนให้คนอื่นเป็นอย่างสิ่งที่เขาต้องการ แบบไหนที่เราเลือกระหว่างฟังหัวใจตัวเองแล้วเริ่มทำ กับฟังคนอื่นคนที่เป็นใครก็ไม่รู้.








