สิ่งมีชีวิตหนึ่งเกิดขึ้นมาก็ย่อมต้องการพื้นที่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเพศใด สีผิวใด หรือว่าเชื้อชาติใดก็ตาม ตั้งแต่เราลืมตาดูโลกใบนี้เราก็ย่อมรับรู้ว่าเรามีอยู่ เราจึงร้องไห้เพื่อแสดงให้ผู้คนนั้นสนใจถึงความทุกข์ที่เรานั้นครอบครอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตหนึ่งชีวิตอาจจะมิได้มีความสลักสำคัญอะไรมาก มันเหมือนว่าเป็นแค่ความรู้สึกของคนหนึ่งคนเท่านั้น แม้แต่จักรวาลนี้ก็ย่อมไม่ได้เล็งเห็นถึงความคิดอะไรของเราเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรียกร้องมาตั้งแต่เกิดว่า ไม่มีใครเข้าใจเราสักคน เราก็จึงตั้งหมุดหมายไว้ในโลกใบนี้ว่าต้องการคนที่เข้าใจเราจริง ๆ รวมไปถึงต้องการพื้นที่ปลอดภัยต่อเนื่องต่อไปจนเราตายจากโลกนี้อีกด้วย.
ไม่มีคำว่าพื้นที่ปลอดภัยสำหรับชีวิต การที่เราจะไปค้นหา ค้นคว้าหาทางออกให้กับชีวิตว่า เราต้องการพื้นที่หนึ่งพื้นที่ ที่มันเป็นที่หลบภัยสำหรับความรู้สึก เวลาทำงานก็รู้สึกทุกข์ใจแล้ว ก็อยากไปยังพื้นที่เล็ก ๆ ที่มอบความชุ่มฉ่ำให้กับจิตใจของเราบ้าง แต่ช้าก่อนสหาย เพราะในความเป็นจริงนั้นชีวิตไม่ได้มาบอกให้เรารับรู้ว่าพื้นที่นี้มันมีอยู่จริง หากว่ามันเป็นเพียงมโนภาพของจิตใจเท่านั้น ว่าชีวิตต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เป็นอย่างใจที่เราต้องการแบบเราเลือกสรรได้ทุกสรรพสิ่งอย่างนั้น ซึ่งมันก็จะต้องน้อมนำให้เข้าใจให้ดี ๆ ว่าอะไรบ้างที่วันนี้เราสามารถจะปรับความเข้าใจให้มันตรงกับความเป็นจริง เพื่อที่เราจะได้มีปัญญาตื่นรู้แล้วก็ไม่หลงโลกไปไกลเกินกว่าที่เราจะคาดการณ์เอาไว้.
พื้นที่ของชีวิตจึงเป็นคำที่กลั่นกรองจากประสบการณ์ส่วนหนึ่งว่า เราทุกคนปรารถนาพื้นที่นี้กันทั้งนั้น บ้างก็แย่งชิงเพื่อจะเอามาครอบครองทั้งหมด บ้างก็แบ่งปันพื้นที่ของตัวเองเพียงเพราะเขาเหล่านั้นเชื่อว่า การแบ่งปันเท่านั้นเป็นทางออกของพื้นที่ชีวิตที่ตนเองปรารถนาเช่นเดียวกัน เหมือนว่ายิ่งแบ่งยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งได้ แล้วคนสองประเภทนี้ก็ย่อมอยู่ในสังคมอย่างดาษดื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน แฟน หรือสามีภรรยาก็ตาม ไม่ว่าโลกเราจะมีวิวัฒนาการไปไกลเพียงใด มนุษย์ก็ย่อมยังต้องการพื้นที่ของชีวิตเพื่อดำรงอยู่ เพื่อแสดงอำนาจ วาสนาที่เขานั้นได้ครอบครองขึ้นมายังบนโลกใบนี้ เปรียบเสมือนเวทีของชีวิตที่เขาได้ประกาศไปยังชีวิตอื่น ๆ ต่อไป.
ความสุขที่เนื่องด้วยพื้นที่ของชีวิตนั้นก็ย่อมแปรผันตรงกันกับความพอใจในพื้นที่นั้น ๆ เสมอ เช่น คนแรกต้องการพื้นที่เพียงหยิบมือ เขาก็สามารถหายใจหายคอได้แล้ว แต่อีกคนกลับกลายเป็นเขาต้องการพื้นที่มากมายเหลือเกิน พื้นที่ที่เขาต้องการอาจจะมากมายจนล้นเกินไปยังพื้นที่ของคนอื่น แล้วเขาก็นึกตรึกเอาเองว่านี่คือความสุขของเขา เขาก็จึงใช้หนทางของการแย่งชิง ร้องขอ หรือว่าอ้อนวอนให้ทุกสรรพสิ่งเข้าใจเขาให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ แต่นั่นอาจจะไม่ใช่หนทางที่ดีเท่าที่ควร เพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครต้องการพื้นที่มากมายขนาดนั้น เราทุกคนต้องการพื้นที่เพียงเพื่อความจำเป็น ไม่ใช่เพื่อสนองตัณหา และความอยากอันไม่มีที่สิ้นสุดเลยแม้แต่น้อย เราจึงต้องสังเกตตัวเองอยู่เนือง ๆ ว่าวันนี้เราพอใจกับพื้นที่ของเราบ้างไหม แล้วเราจะจัดการกับความรู้สึก รวมไปถึงบริหารพื้นที่ของชีวิตอย่างไรบ้าง.
พอเรามีพื้นที่ของชีวิตเรานั้น มันก็จะสามารถดูได้อีกว่า คน ๆ นั้นเขานำพื้นที่ชีวิตไปใช้ยังวิถีทางใด ไม่ว่าจะเป็นเขาเอาไปทำประโยชน์ หรือทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ใด ๆ เลย มันก็จึงเป็นคำตอบว่าบางคนควรมีพื้นที่มากกว่าบางคนโดยเอาคำว่า สาระประโยชน์เป็นที่ตั้งของคำถามเหล่านั้นไป แล้วคนที่ไม่ได้ทำประโยชน์การมีพื้นที่ของชีวิตที่มากล้น ก็ไม่ได้ช่วยให้เขาได้อะไรไป แต่กลับกลายเป็นทำลายพื้นที่ของคนอื่นด้วย หากว่าวันนี้เราเลือกกลุ่มคนที่จะเข้าร่วมได้แล้ว เราก็จะได้คำตอบว่าวันนี้คือวันที่เราจะรู้ว่า พื้นที่ของเรามากน้อยเพียงใด แล้วเราจะนำพื้นที่ของเรานี้ไปใช้กับอะไรบ้าง มันสามารถที่จะเกื้อกูลสังคม สภาพแวดล้อม รวมไปถึงโลกใบนี้ได้มากน้อยเพียงใด.
แล้วถ้าหากว่าเราเอาคำว่าทรัพยากรไปผูกติดกับคำว่าพื้นที่ของชีวิต เราก็จะมองได้อีกมุมมองนึงว่า พื้นที่ของชีวิตก็คือหนึ่งในทรัพยากรบนชีวิตของเรา มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีพื้นที่ชีวิตมากน้อยเพียงใด แต่มันอยู่ที่ว่าเราจะใช้พื้นที่ของชีวิตไปยังทิศทางใดบ้างมากกว่า จงใช้ทรัพยากรนี้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด เช่น เอาพื้นที่เล็ก ๆ นี้แบ่งปันให้กับคนที่ถูกแย่งชิงพื้นที่ไป และก็อาจจะเอาพื้นที่ของชีวิตเราบางส่วน เสริมสร้าง พัฒนา แล้วก็นำคืนสู่กลับสังคมที่เขาต้องการพื้นที่นี้จริง ๆ จะดีที่สุดตามไปด้วย มันจึงเป็นการเริ่มต้นจากคำถามว่า เราต้องการพื้นที่ของชีวิตนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่ ความสุขที่เราไขว่คว้ามา หรือว่าปัญหาชีวิตที่เราต้องคอยรับมือและจัดการ เราใช้มันมากเพียงพอหรือยัง.
บางครั้งเราอาจจะทำบุญด้วยการแบ่งปันพื้นที่ของชีวิตก็ได้เช่นกัน ไม่จำเป็นจะต้องทำบุญด้วยการให้ทานหรือเงินทองที่เราหามาได้โดยส่วนเดียว แต่เป็นการมอบพื้นที่ให้กันเช่น การรับฟังกันและกัน การเข้าอกเข้าใจกันตามกาล และการเห็นใจว่าเพื่อนมนุษย์ย่อมเป็นสิ่งมีชีวิตที่ร่วมทั้งสุขและทุกข์ไปกับเรา ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยก แบ่งพวก หรือแบ่งออก แต่เป็นแบ่งปัน แบ่งกัน และแบ่งให้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ตรงจุดมากที่สุด ลด ละ เลิกการแย่งชิงพื้นที่ แล้วก็สร้างกฎเกณฑ์เพื่อให้เราได้ตระหนักว่า ไม่มีใครสมควรได้รับพื้นที่ของชีวิตมากล้นเกินไป แล้วใครที่ได้น้อยก็สมควรที่จะได้รับมากขึ้นตามฐานะของเขาเหล่านั้นด้วย พอการแย่งชิงลดน้อยลง การแบ่งปันก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ.
บางคนที่เขาอยู่อาศัยด้วยการแย่งชิงพื้นที่ของชีวิตคนอื่นนั้น เราเป็นผู้ดู ผู้เห็น หรือผู้เฝ้าสังเกตก็ควรให้ความเข้าใจและเห็นใจด้วย มิใช่ว่าเราจะไปก่นด่า หรือว่าไปสาปแช่งเขาเหล่านั้นว่าเป็นคนไม่ดี แต่เป็นการมองไปยังก้นบึ้งของจิตใจคนที่แย่งชิงว่า บางคนต้องการพื้นที่เพียงแค่หนึ่ง แต่อีกคนต้องการพื้นที่ตั้งสิบ หรือตั้งร้อยกว่าเขาจะมีความสุขกับตัวเขาเองได้ นั่นจึงเป็นความทุกข์ที่เขาไม่สามารถปรับแต่งให้มันดีขึ้นได้ในวันนี้ ความเข้าอกเข้าใจก็จึงเป็นการมอบพื้นที่ให้กับผู้ที่แย่งชิง เพื่อให้เขาลดการแย่งชิงแล้วก็ประสบความสุขอยู่ร่ำไป แถมเป็นการที่เราเริ่มที่จะสร้างพื้นที่ของชีวิตขึ้นมาเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องร้องขอพื้นที่นี้อีกต่อไปด้วยอีกแรงหนึ่ง.
ขั้นตอนสุดท้ายของชีวิตก็คือการที่มีคนกลุ่มหนึ่งเพียงแค่หยิบมือ พยายามที่จะสร้างพื้นที่ของชีวิตขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่แย่งชิง รวมไปถึงผู้ที่ขาดพื้นที่ของชีวิตไป เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก เราควรที่จะค้นหาคนเหล่านี้ และร่วมกันฝึกฝนจิตใจ รวมไปถึงตนเองให้เป็นผู้สร้างความสุข ผู้สร้างพื้นที่ของชีวิต และเป็นผู้สร้างความกลมเกลียวให้เกิดขึ้นก็ย่อมดีอย่างประเมินค่ามิได้เลย แล้วสิ่งนี้อาจจะเป็นทั้งจุดเริ่มต้น และเป็นทั้งจุดจบของบางสิ่งนั่นคือ จุดเริ่มต้นของสันติสุข และจุดจบของการแก่งแย่งกัน แล้วสิ่งเหล่านี้รอวันที่คุณเป็นคนสร้างอยู่ ลองเชื่อมั่น ศรัทธา แล้วก็ยืนหยัดในสรณะอันศักดิ์สิทธิ์ว่าเราทุกคนควรมีพื้นที่เพื่อสร้างบางสิ่งที่มีคุณค่าเสมอ.








