เมื่อเราสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา แน่นอนว่าคุณอนันต์ก็ย่อมเป็นโทษมหันต์ อะไรก็ตามที่เรารู้ เราจำเป็นจะต้องทำ แต่อะไรที่เราไม่รู้ เราก็ไม่จำเป็นต้องทำ หากว่าเราเริ่มต้นทำสิ่งใดก็ตามด้วยความไม่รู้ ผลลัพธ์ย่อมเป็นความไม่รู้อยู่วันยังค่ำ เริ่มรู้ เริ่มคิด และเริ่มกระทำ สิ่งเหล่านั้นย่อมปรากฏเด่นชัดมากขึ้นตามไป และต่อเนื่องต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพียงเพราะเราเป็นคนสร้างมันขึ้นมา เราจึงต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำลงไป.
รู้ก่อน
รู้ให้ชัดก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่เรากำลังสร้าง มันคือจุดเริ่มต้นของคุณประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ หรือว่ามันคือหายนะของความฉิบหายของโลก เรียนรู้ให้ดี ๆ ว่าทุกสิ่งสอนเราว่าให้เราเข้าใจสิ่งที่ควรจะเป็นให้มากที่สุด อะไรเริ่มต้นใหม่ได้ก็ให้สร้างสิ่งนั้น ส่วนอะไรที่ทำลายไปเรื่อย ๆ เราอาจจะไม่ต้องสร้างมันก็ได้ กระนั้น เราก็อาจจะพูดได้ว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงอะไรได้ นอกเสียจากเปลี่ยนแปลงต้นกำเนิดของความรู้ นั่นก็คือความเข้าใจของชีวิต ปรับเปลี่ยนเมื่อถึงเวลา และตระหนักเมื่อถึงเวลาที่สำคัญ นอกนั้นเราไม่ต้องทำอะไร ก็เพียงเพราะมันจะดำเนินอย่างสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่ดี คำถามกับคำตอบมันคืออันเดียวกัน.
ถ้าอะไรที่เราไม่รู้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องดันทุรัง อะไรที่เรารู้อยู่แล้วก็ให้ดันทุรังต่อไป เมื่อปัญหาใหญ่ที่สุดของโลกเราใบนี้ก็คือเราไม่รู้ว่าอะไรคือต้นกำเนิดของโลกใบนี้ เราก็จึงวนเวียนอยู่อย่างนั้นทั้งชีวิต ถึงแม้ว่าเราจะเดินไปถึงจุดหมายแล้ว แต่นั่นก็อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่งอยู่ดี มันไม่มีคำว่าจุดจบของการรู้ก่อน เราจะรู้จริงไหมก็อาจจะต้องฝึกคิด และลงมือกระทำ ส่วนเรื่องราวที่ตามมามันก็ทำให้รู้ว่า เราทำมาถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไรก็แค่นั้น สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบข้างให้มาก เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าเราไม่เป็นส่วนหนึ่งของอะไร รู้ให้ชัด รู้ให้ลึก แล้วค่อยคิดตามว่าอะไรเป็นอะไรหลังจากนั้นจะดีเอง.
คิดตาม
ค่อย ๆ คิดตาม สิ่งที่เรารู้มา รู้มาได้อย่างไร รู้มาจากใคร แล้วอะไรบ้างที่เราควรจะรู้ เหมือนกับการเดินทางไกลที่เราจะต้องรู้เป้าหมายก่อนที่จะเดินไป คงไม่มีใครออกเดินทางไกลแล้วไม่มีเป้าหมายอะไรเลย อย่างน้อยก็มีเป้าหมายว่าจะต้องเจออะไรที่มันล้ำค่าบ้างไม่มากก็น้อย คนเรามีเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ ก็เป็นสิ่งเดียวที่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์นั้นตามหามาตลอด อะไรก็ตามที่เราเข้าใจ มันก็จะมาสอนใจเราว่าชีวิตเราไม่ได้มีแค่นี้ มันมีอะไรตั้งมากมายที่เราต้องตามหามัน แล้วนั่นจะเรียกว่าความหมายของชีวิต และเป้าหมายของมนุษย์ต่อไป สำรวจความคิดวันนี้ว่า เรามีความคิดอย่างไรบ้างในชีวิต อะไรที่ควรทำหรือไม่ควรทำ.
ลองคิดดูว่า หากวันนี้เราพยายามแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ เราอาจจะไปเจอการแก้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม พลังงานทำลายล้างมันอยู่ที่เราเลือกสร้างมาตั้งแต่แรก อำนาจเรามีเอาไว้ขู่กัน เอาไว้ฟาดฟันกัน แต่ความเป็นจริงแล้วอำนาจไม่เคยสร้างประโยชน์อะไรเลย เพราะพลังงานที่ดีที่สุดอยู่ในตัวมนุษย์แล้ว ไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ หรืออะไรก็ตามที่มนุษย์นั้นเป็นคนสร้างขึ้นมา คิดให้เยอะ คิดให้มากก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร เวลานี้คือเวลาที่สำคัญ ว่าเรากำลังเลือกหนทางใดที่จะกำหนดอนาคตว่า มันจะดีหรือแย่อย่างไร โลกใบนี้ก็จะยังคงเป็นแบบนี้ มันจะเปลี่ยนไปทางที่ดีได้มีแค่หนทางเดียว นั่นก็คือการที่มนุษย์ส่วนใหญ่ยกระดับจิตวิญญาณขึ้นมา.
แล้วค่อยทำ
ทำในสิ่งที่ควรทำ เป็นในสิ่งที่ควรเป็น จะทำลายล้างอะไรก็ควรทำลายล้างจากความคิดของเราก่อน คนใดที่กล้าถอนรากถอนโคนความคิดตัวเอง คนนั้นจึงเป็นผู้กล้าอันแท้จริง เพราะเขาคนนั้นรู้จักตนเองดีกว่า อะไรที่ควรเสริมสร้าง และอะไรที่ไม่ควรเสริมสร้างเลย ความกลัวของเราเป็นสิ่งที่เราจะไม่มีทางรู้ จนกว่าเราจะได้ลองใช้ชีวิต และลองทำชีวิตให้เป็นไปอย่างสิ่งที่ควรจะเป็น แล้วเมื่อนั้นเราจะค้นพบว่า ชีวิตก็เป็นเช่นนั้นเอง ทำอะไรก็ได้อย่างนั้น คิดอะไรก็ได้อย่างนั้น เมื่อเราทำอะไรไปโดยไม่รู้ โดยไม่คิด หลังจากนั้นส่วนใหญ่แล้วคือความวิบัติของยุคสมัย เพราะมนุษย์นั้นมีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐานกันเกือบทุกคนอยู่แล้ว.
จงไว้ใจตนเอง และไว้ใจหลังจากที่เรารู้ชัดว่าเราคือใคร หลายคนไม่เคยไว้ใจคนอื่น ก็เพียงเพราะเขาเหล่านั้นไม่เคยคิดที่จะไว้ใจตนเองเลยแม้แต่น้อย เขาระแวดระวัง และหารู้ไม่ว่าอะไรบ้างคือสิ่งที่เราจะต้องเน้นย้ำต่อไป การสำรวจตัวเองน้อยแถมก็รู้จักตัวเองน้อย สมมุติเรามีทุนอยู่เท่านี้ แล้วเราไปสร้างให้ทุนนี้มันเติบโตได้ก็แปลว่าเราเป็นคนเก่ง ฉันใดก็ฉันนั้น เราจะต้องรู้ว่าทุนเวลา ทุนความรู้ และทุนทรัพย์ของเรามีเท่าไหร่ และจะจัดสรรไปยังวิถีทางใดได้บ้าง อย่าหลงเชื่อคนอื่นทั้งหมด และอย่าหลงตัวเองหมดใจ ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทำลายล้างชีวิต แต่มันเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร นั่นแหละคือผู้ร้ายในเรื่องทั้งหมด.
ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับเราเป็นคนรู้
จุดจบของเรื่องราวทั้งหมด มักจะมาจากจุดเริ่มต้นทั้งนั้น เริ่มอย่างไร คิดอย่างนั้น บทสรุปก็คงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ไม่มีทางที่ต้นส้มจะกลายเป็นผลมะม่วง และไม่มีทางที่คนเราจะทำดีแล้วได้ไม่ดี มันย่อมได้สิ่งที่เรากระทำลงไปทั้งนั้น เพียงแต่ความดีของเรา เรารู้หรือไม่ว่ามันคือความดีอันแท้จริง มิใช่ว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องราวของโลกใบนี้ที่หลอกล่อให้เราติดกับดักอันใหญ่หลวง วันนี้ถ้าเราไม่หัดรู้จักอะไรเลย วันหนึ่งเราก็จะเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลย คนที่มีความรู้ที่สุดจะไม่อวดรู้ เหมือนคนรวยที่สุดก็มักจะไม่อวดรวย คนที่มีดีอยู่ในตน จะย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าเมื่อใดที่เราใช้คุณสมบัตินี้กับตนเอง วันหนึ่งเราย่อมประสบผลที่ดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
ความไม่รู้คือทั้งหมดของความทำลายล้าง มันคือทุกสิ่งทุกอย่างของมวลและพลังงาน หากไม่มีคำว่าความรู้ ความไม่รู้จะหายไปไม่ได้ ความสามารถของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับทักษะในการปรับตัว ที่จะเรียนรู้ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลได้ แค่นั้นจริง ๆ ที่เรียกว่าชีวิต กรอบของชีวิตก็คือความรู้ในวิชาแขนงต่าง ๆ คนดี หรือไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่ความรู้ แต่จะเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ว่าจุดจบของเรื่องราวมันจะเป็นไพ่ใบไหน วันหนึ่งไพ่ทุกใบจะต้องหงายออก แต่มันจะไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้เลยก็เพียงเพราะมันเป็นอย่างนั้นของมันมาตลอด จงรู้ไพ่ในมือของตัวเองก่อน เราจึงจะรู้ว่าคนอื่นมีไพ่อะไรในมือบ้าง มันคือวิชาของการทำลายล้างตัวเองอย่างแรก แล้วเราค่อยทำลายล้างความไม่ดีต่อไป.








